ข้อดีของการใช้ Checklists
1.ประหยัดเวลา สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
2.มีความยืดหยุ่น สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์ และตีความข้อมูล
3.สามารถประเมินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้เสร็จในครั้งเดียว
4.รูปแบบไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกและใช้งานของบุคลากร
5.ช่วยติดตามความก้าวหน้าทางพัฒนาการของเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
1.สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด
2.ผู้ประเมินต้องมีการทบทวนและสะท้อนความคิดอย่างรอบคอบ
3.ต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
4.ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อน
5. การเขียนบันทึก (Journal) เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยอาจเน้นเด็กเป็นรายบุคคลหรือกิจกรรมในศูนย์การเรียนรู้ใดศูนย์การเรียนรู้หนึ่ง ผู้บันทึกสามารถเขียนความรู้สึก ความคิดเห็น และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น ๆ เพื่อนำไปสู่การสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ และทบทวนการกระทำของตนเอง ซึ่งช่วยพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การเขียนบันทึกของครู การเขียนบันทึกของครูเป็นกระบวนการสะท้อนผลจากการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์และทบทวนการปฏิบัติงานของตนเอง มากกว่าการบรรยายเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว ครูสามารถเริ่มต้นโดยพิจารณาเหตุการณ์หรือประเด็นสำคัญในแต่ละวัน แล้วบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ประเด็นในการสะท้อนตนเอง ครูควรสะท้อนความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการสอนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน พร้อมทั้งพิจารณาสิ่งที่ดำเนินการได้ดีและสิ่งที่ควรปรับปรุง โดยระบุแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อพัฒนาการสอนในครั้งต่อไปนอกจากนี้ ควรพิจารณาความแตกต่างระหว่างการสอนที่เกิดขึ้นจริงกับแผนการสอนที่วางไว้ รวมถึงสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการวางแผนการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และควรสะท้อนว่าเด็กได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ตามที่ครูตั้งใจหรือไม่ โดยมีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุน เพื่อให้การสะท้อนตนเองนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ



6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)
การทำสังคมมิติ (Sociogram) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยภายในกลุ่ม โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น ความนิยม การยอมรับ หรือการแยกตัวของเด็ก เครื่องมือนี้ช่วยให้ครูเข้าใจบทบาทของเด็กในห้องเรียน ระดับการยอมรับจากเพื่อน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมทักษะทางสังคมของเด็กได้อย่างเหมาะสม
เครื่องมือสังคมมิติ
นิยมใช้ 2 วิธี คือ
1.การทายลักษณะ
ใครเอ่ย.......?
ใครเอ่ย หวงของเล่น?
ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
2.การสร้างภาพทางสังคม
การสร้างภาพทางสังคม
การสร้างภาพทางสังคม
ถ้า ....... หนูจะ .......... ?
ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้ หนูจะเลือกใคร?
7. การใช้แบบทดสอบ (Test)
การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลอพอง, 2525)
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
> เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การ รับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
> ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไรประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียน ในประเทศ
การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
4. สร้างแบบทดสอบ
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความ
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมือเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็ก ในการปรับตัวเข้ากับสังคม นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคมหมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น
ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกน ร่วม ของทุก โรงเรียน ในประเทศ
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยว
กับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
- พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
- ความกังวล
- ระยะเวลาสอบ
- ไม่คุ้นกับสถานที่
5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการ
สอบ
8. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios)
แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้
ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก
1.เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
2.คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก
3.แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง
4.ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน
5.ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว
6.เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก
ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก
สำหรับเด็ก
ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความ ภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้น ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อไป
สำหรับครู
แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง
แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
9. สารนิทัศน์ (Information)
สารนิทัศน์( Information) การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดง ให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทังรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึง พัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทังยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย
กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์
1. เตรียมความพร้อม
- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน
ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนต่นเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
อ้างอิง
อ้างอิง ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสล็ด. เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สืบค้นจาก https://drive.google.com/file/d/14gJxNQn_DpB91k7hdMlR7sf2dA8VckLE/view